หน้าแรก / บทความ / กรณีศึกษา: แยกค่าไฟรายแผนก

กรณีศึกษา: แยกค่าไฟรายแผนกในโรงงานบรรจุภัณฑ์พลาสติก ด้วยระบบมอนิเตอร์พลังงาน

โรงงานส่วนใหญ่รู้ว่าเดือนที่แล้วจ่ายค่าไฟไปเท่าไร แต่ตอบไม่ได้ว่าเงินก้อนนั้นถูกใช้ไปที่แผนกไหนบ้าง บทความนี้เล่ากรณีงานจริงที่ทีมเราติดตั้งระบบมอนิเตอร์พลังงานให้โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกแห่งหนึ่ง เพื่อแยกการใช้ไฟออกเป็นรายแผนกจากมิเตอร์ที่ตู้ MDB — เราเล่าเฉพาะแนวทางเชิงวิศวกรรมและบทเรียนที่นำไปใช้ต่อได้ ไม่เปิดเผยชื่อลูกค้า ตัวเลขการใช้พลังงานจริง ยี่ห้ออุปกรณ์ หรือรายละเอียดเชิงพาณิชย์ ตามข้อตกลงรักษาความลับ

โจทย์: บิลใบเดียว แต่มีหลายสิบเครื่องจักรอยู่ข้างใน

โรงงานแห่งนี้มีสายการผลิตหลายกลุ่ม ทั้งงานเป่าขึ้นรูป งานฉีดพลาสติก งานพิมพ์/ตกแต่งผิว รวมถึงระบบยูทิลิตี้ (ชิลเลอร์ ปั๊มลม คูลลิ่ง) ที่เดินตลอดเวลา ค่าไฟเป็นต้นทุนอันดับต้นๆ ของโรงงานประเภทนี้ แต่ข้อมูลที่ฝ่ายบริหารมีอยู่คือ บิลจากการไฟฟ้าเดือนละหนึ่งใบ เท่านั้น

ผลที่ตามมาคือคำถามพื้นฐานสามข้อที่ตอบไม่ได้เลย

สามข้อนี้คือเหตุผลตั้งต้นของงานมอนิเตอร์พลังงานเกือบทุกงานที่เราเจอ ไม่ใช่ความอยากได้หน้าจอสวยๆ แต่คือการที่ฝ่ายบริหาร ตัดสินใจเรื่องเงินโดยไม่มีข้อมูล

ทำไม "บิลใบเดียว" ถึงไม่พอสำหรับการลดต้นทุน

บิลค่าไฟเป็นข้อมูลย้อนหลังที่รวมทุกอย่างไว้ก้อนเดียว มันบอกได้ว่า "แพงขึ้น" แต่ไม่บอกว่า "เพราะอะไร" ความต่างระหว่างข้อมูลสองแบบนี้ชัดมากในทางปฏิบัติ

ประเด็นดูจากบิลอย่างเดียวมีมิเตอร์แยกรายแผนก
ความถี่ของข้อมูลเดือนละครั้ง รู้ผลหลังจบเดือนไปแล้วรายวัน/รายชั่วโมง แก้ปัญหาได้ภายในกะเดียวกัน
ระดับความละเอียดทั้งโรงงานรวมกันแยกตามแผนกและตามตู้จ่ายไฟ
การหาสาเหตุใช้การคาดเดาและความรู้สึกของหัวหน้างานเทียบกราฟช่วงเวลาที่ผิดปกติกับตารางเดินเครื่องได้ตรงๆ
การตั้งเป้าตั้งได้แค่ระดับโรงงาน ไม่มีใครรู้สึกเป็นเจ้าของตั้งเป้าต่อแผนกได้ หัวหน้าแผนกเห็นตัวเลขของตัวเอง
การพิสูจน์ผลลงทุนพิสูจน์ยาก เพราะตัวแปรอื่นปนอยู่ในบิลเดียวกันวัดก่อน–หลังเฉพาะจุดที่ปรับปรุงได้

ข้อสุดท้ายสำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะโครงการประหยัดพลังงานที่พิสูจน์ผลไม่ได้ มักไม่ได้งบก้อนที่สองต่อ ไม่ว่าก้อนแรกจะได้ผลจริงหรือไม่

สิ่งที่เราติดตั้งจริง: โครงสร้าง 4 ชั้น

ระบบมอนิเตอร์พลังงานที่ใช้งานได้ยาวๆ มักมีโครงสร้างเดียวกันเสมอ ต่างกันแค่ขนาดและยี่ห้อของแต่ละชั้น

  1. ชั้นวัด (มิเตอร์ที่ตู้ MDB) — ติดตั้งมิเตอร์พลังงานที่ตู้จ่ายไฟหลักของแต่ละโซน พร้อม CT ตามพิกัดของแต่ละตู้ จุดวัดถูกวางให้ตรงกับ "ขอบเขตความรับผิดชอบของแผนก" ไม่ใช่ตรงกับผังไฟฟ้าเดิมเสมอไป — ข้อนี้คือการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดของทั้งโปรเจกต์
  2. ชั้นสื่อสาร — ดึงค่าจากมิเตอร์ผ่านสายสื่อสารอุตสาหกรรมเข้าเกตเวย์ แยกออกจากเครือข่ายออฟฟิศ เพื่อไม่ให้งานมอนิเตอร์ไปรบกวนระบบควบคุมการผลิต และไม่ให้ระบบไอทีของโรงงานกลายเป็นจุดล้มของข้อมูลพลังงาน
  3. ชั้นเก็บข้อมูล (historian) — เก็บค่าทุกจุดวัดตามรอบเวลา พร้อมโครงสร้างชื่อที่เป็นระบบเดียวกันทั้งโรงงาน (แผนก / ตู้ / ชนิดสัญญาณ) ชั้นนี้คือสิ่งที่ทำให้เฟสถัดๆ ไปต่อยอดได้โดยไม่ต้องรื้อ
  4. ชั้นแสดงผล (dashboard) — หน้าจอสรุป KPI, กราฟรายวัน, สัดส่วนพลังงานรายแผนก และการส่งออกข้อมูลเป็นไฟล์เพื่อให้ฝ่ายบัญชี/วิศวกรรมเอาไปใช้ต่อได้

ในงานนี้ระบบครอบคลุมแผนกหลักของโรงงานทั้งฝั่งผลิตและฝั่งยูทิลิตี้ โดยแยกดูได้ทั้งระดับแผนกและระดับตู้จ่ายไฟแต่ละใบ

เกร็ดจากหน้างาน: ปัญหาที่เจอบ่อยที่สุดในงานมอนิเตอร์พลังงาน ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ แต่คือ ค่า CT ratio ที่ตั้งในมิเตอร์ไม่ตรงกับ CT ที่ติดอยู่จริง และการใส่ CT กลับทิศ ผลคือตัวเลขขึ้นสวยงามแต่ผิดหลายเท่า หรือค่ากำลังไฟฟ้าติดลบทั้งที่โหลดเดินอยู่ ปกติจะไม่มีใครจับได้จนกว่าจะเอาผลรวมทุกจุดไปเทียบกับบิลการไฟฟ้า ทีมเราจึงถือเป็นกฎว่า ต้องมีขั้นตอน "ทวนสอบกับบิล" ก่อนส่งมอบเสมอ — เอาผลรวมของทุกจุดวัดในรอบบิลเดียวกันไปเทียบกับหน่วยที่การไฟฟ้าเรียกเก็บ ถ้าคลาดเคลื่อนเกินไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แปลว่ายังมีอะไรผิดอยู่ ห้ามส่งมอบ

บทเรียน 5 ข้อที่ใช้ต่อกับโรงงานอื่นได้

เช็กลิสต์ 10 ข้อ ก่อนติดตั้งระบบมอนิเตอร์พลังงานแยกรายแผนก

  1. ต้องการตอบคำถามทางธุรกิจข้อไหน (ลดพีค / ต้นทุนต่อหน่วย / เตรียม ISO 50001 / คิดค่าไฟข้ามหน่วยงาน)
  2. ขอบเขตของแต่ละ "แผนก" ในเชิงไฟฟ้าคืออะไร และตรงกับผังตู้จ่ายไฟปัจจุบันหรือไม่
  3. ตู้ MDB แต่ละใบมีพื้นที่ว่างพอสำหรับมิเตอร์และ CT หรือไม่
  4. ต้องดับไฟตู้เพื่อติดตั้ง CT หรือไม่ และมีหน้าต่างเวลาช่วงไหน
  5. ผังไฟฟ้าเป็นปัจจุบันหรือไม่ (ระบบเก่ามักถูกแก้หน้างานโดยไม่อัปเดตแบบ)
  6. จะเก็บข้อมูลถี่แค่ไหน และต้องเก็บย้อนหลังกี่ปี
  7. ข้อมูลจะอยู่บนเครื่องในโรงงาน หรือบนคลาวด์ และใครดูแลการสำรองข้อมูล
  8. ใครคือเจ้าภาพของตัวเลขนี้ และจะทบทวนกันรอบละกี่วัน
  9. ต้องต่อยอดอะไรในเฟสถัดไป (คิดค่าไฟตามช่วงเวลา TOU, รวมโซลาร์, แจ้งเตือนอัตโนมัติ)
  10. หลังส่งมอบ ทีมโรงงานเพิ่มมิเตอร์และแก้หน้าจอเองได้หรือไม่ หรือต้องเรียกผู้รับเหมาทุกครั้ง

ข้อ 1 กับข้อ 8 คือสองข้อที่ตัดสินว่าโครงการจะได้ผลจริงหรือไม่ ส่วนข้อ 3 กับข้อ 4 คือสองข้อที่ทำให้ตารางงานเลื่อนบ่อยที่สุด

เฟสถัดไปที่โรงงานลักษณะนี้มักต่อยอด

เมื่อชั้นข้อมูลนิ่งแล้ว การต่อยอดจะถูกลงมาก เพราะไม่ต้องแตะงานไฟฟ้าอีก ทิศทางที่โรงงานส่วนใหญ่เลือกทำต่อคือ

ในเชิงงบประมาณ งานมอนิเตอร์พลังงานที่มีจุดวัดระดับสิบถึงยี่สิบจุดพร้อมชั้นข้อมูลและ dashboard มักอยู่ในช่วง หลายแสนถึงราวหนึ่งล้านบาท ขึ้นกับจำนวนจุดวัด ระยะทางเดินสาย สภาพตู้เดิม และความซับซ้อนของรายงานที่ต้องการ — ตัวเลขนี้เป็นเพียงกรอบอ้างอิงเพื่อใช้ตั้งงบเบื้องต้น ราคาจริงต้องประเมินหลังสำรวจหน้างานเท่านั้น

อ่านเพิ่มเติมเรื่องหลักการและวิธีคำนวณคืนทุนได้ที่บทความ Power Monitoring ช่วยลดค่าไฟโรงงานได้จริงไหม หรือดูรายละเอียดบริการที่หน้า ระบบมอนิเตอร์พลังงาน

สรุป

งานมอนิเตอร์พลังงานที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้วัดกันที่ความสวยของหน้าจอ แต่วัดกันที่ว่าหลังส่งมอบไปหกเดือน ยังมีคนเปิดดูและยังมีการตัดสินใจที่เกิดจากตัวเลขนั้นอยู่หรือไม่ สิ่งที่ทำให้ไปถึงจุดนั้นคือการวางจุดวัดให้ตรงกับความรับผิดชอบจริงของคน การทวนสอบความถูกต้องของข้อมูลอย่างเข้มงวดก่อนส่งมอบ และการมีเจ้าภาพที่ใช้ข้อมูลนี้เป็นประจำ — เทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดในสามข้อนี้

อยากรู้ว่าค่าไฟแต่ละแผนกในโรงงานคุณเป็นเท่าไร?

ส่งผังไฟฟ้าหรือรูปตู้ MDB มาให้ทีมวิศวกร APY ช่วยประเมินจำนวนจุดวัดและแนวทางติดตั้งได้ฟรี เราแนะนำเฉพาะสิ่งที่จำเป็นกับงานของคุณจริงๆ

ขอใบเสนอราคาฟรี
แชท LINE 02 096 5535