หน้าแรก / บทความ / Machine Safety จำเป็นแค่ไหน

Machine Safety จำเป็นแค่ไหน? ต้นทุนอุบัติเหตุ กฎหมาย และวิธีติดตั้งจริง

เจ้าของโรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องความปลอดภัยเครื่องจักร แต่มักจัดให้เป็น "งานที่ค่อยทำทีหลัง" เพราะมองว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่สร้างผลผลิต บทความนี้จะพูดเรื่องนี้ด้วยตัวเลขและกฎหมาย ไม่ใช่ด้วยการขู่ — ว่าต้นทุนของการไม่ทำคือเท่าไร กฎหมายไทยกำหนดอะไรไว้บ้าง อุปกรณ์แต่ละชนิดเหมาะกับเครื่องแบบไหน และการติดตั้งเสริมเข้ากับเครื่องเดิมทำอย่างไรให้ได้ผลจริง

1. ต้นทุนของอุบัติเหตุ เทียบกับค่าติดตั้ง

ข้อมูลล่าสุดที่กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เผยแพร่ (ประมวลจากสำนักงานกองทุนเงินทดแทน ปีงบประมาณ 2566) ระบุว่าลูกจ้างในระบบทั่วประเทศประสบอันตรายจากการทำงาน 80,233 ราย จากจำนวนลูกจ้างเฉลี่ยราว 11.7 ล้านคน แยกตามความรุนแรงได้ดังนี้

ความรุนแรงจำนวน (ราย/ปี)เฉลี่ยต่อวันทำงาน
เสียชีวิต642ราว 1.8 ราย
ทุพพลภาพ11
สูญเสียอวัยวะบางส่วน885ราว 2.4 ราย
หยุดงานเกิน 3 วัน23,478ราว 64 ราย
หยุดงานไม่เกิน 3 วัน55,217ราว 151 ราย

คิดเป็นอัตราการประสบอันตราย 6.85 รายต่อลูกจ้าง 1,000 คน และกรณีร้ายแรง 2.13 ราย ขณะที่กระทรวงแรงงานตั้งค่าเป้าหมายของประเทศไว้ที่ 1 — ช่องว่างยังห่างอยู่มาก ตัวเลขนี้ยังเป็นเฉพาะกรณีที่มีการแจ้งเข้าระบบกองทุนเงินทดแทนเท่านั้น

สิ่งที่ตัวเลขข้างบนไม่ได้บอก คือต้นทุนที่ตามมาหลังเกิดเหตุ ซึ่งในทางปฏิบัติมักหนักกว่าค่ารักษาและเงินทดแทนหลายเท่า ได้แก่ ไลน์หยุดระหว่างสอบสวน คำสั่งจากพนักงานตรวจความปลอดภัยให้หยุดใช้เครื่องจักร ค่าอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนที่ปรับขึ้นตามประวัติ การสูญเสียช่างที่มีทักษะไปถาวร และผลต่อการตรวจประเมินจากลูกค้ารายใหญ่ โดยเฉพาะโรงงานที่ส่งของให้บริษัทข้ามชาติ ซึ่งมักมี audit ด้านความปลอดภัยเป็นเงื่อนไขต่อสัญญา

เทียบกับฝั่งค่าใช้จ่าย งานติดตั้งระบบความปลอดภัยเสริมเข้ากับเครื่องเดิม (retrofit) หนึ่งเครื่อง โดยทั่วไปอยู่ในระดับ หลักหมื่นปลายถึงหลักแสนต้นต่อเครื่อง ขึ้นกับจำนวนจุดที่ต้องป้องกันและระดับ Performance Level ที่ผลการประเมินความเสี่ยงเรียกร้อง เครื่องที่มีทางเข้าเดียวและมีประตูอยู่แล้วจะถูกกว่าเครื่องที่เปิดโล่งรอบด้านอย่างมีนัยสำคัญ — ตัวเลขจริงต้องประเมินจากหน้างานเสมอ

2. กฎหมายไทยกำหนดอะไรไว้

ฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบันคือ กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. 2564 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 6 สิงหาคม 2564 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 4 พฤศจิกายน 2564 โดยยกเลิกฉบับ พ.ศ. 2552

สาระสำคัญคือกำหนดให้ นายจ้าง เป็นผู้มีหน้าที่จัดให้เครื่องจักรมีเครื่องป้องกันอันตราย มีอุปกรณ์หยุดฉุกเฉิน มีการตรวจสอบและทดสอบตามกำหนด และจัดอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลให้ลูกจ้างในงาน 10 ประเภท ซึ่งรวม "งานควบคุมเครื่องจักร" ไว้ด้วย นอกจากนี้ยังกำหนดให้ วิศวกร เป็นผู้ทดสอบการดำเนินการตามกฎหมาย — จุดนี้สำคัญ เพราะหมายความว่าเอกสารรับรองต้องมาจากผู้มีคุณสมบัติ ไม่ใช่การเซ็นรับรองกันเองภายใน

ในระดับสากล มาตรฐานที่ใช้อ้างอิงกันคือ 3 ฉบับที่ทำงานต่อกันเป็นลำดับ

มาตรฐานใช้ทำอะไร
ISO 12100:2010หลักการประเมินความเสี่ยงและลดความเสี่ยงของเครื่องจักร — เป็นจุดตั้งต้น บอกว่าอันตรายมีอะไรบ้างและต้องลดด้วยลำดับใด
ISO 13849-1:2023กำหนดระดับสมรรถนะ (Performance Level, PL a–e) ของระบบควบคุมที่ทำหน้าที่ด้านความปลอดภัย ฉบับปี 2023 แทนที่ฉบับ 2015 โดยฝั่งยุโรปให้ช่วงเปลี่ยนผ่านถึง 15 พ.ค. 2027
IEC 62061 Ed.2.0:2021แนวทางเทียบเคียงในรูป SIL สำหรับระบบไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์/โปรแกรมได้ — เลือกใช้แทนหรือคู่กับ ISO 13849 ได้

สาระที่เจ้าของโรงงานควรจำมีข้อเดียว คือ ระดับการป้องกันต้องมาจากผลการประเมินความเสี่ยง ไม่ใช่จากงบที่มี ถ้าประเมินแล้วได้ PL d การใส่อุปกรณ์ระดับ PL b ไปก็ไม่ถือว่าผ่าน และเมื่อเกิดเหตุขึ้นจริงเอกสารชุดนี้คือสิ่งแรกที่ถูกขอดู

3. อุปกรณ์แต่ละชนิด เหมาะกับเครื่องแบบไหน

อุปกรณ์ความปลอดภัยไม่ได้มีตัวไหน "ดีที่สุด" มีแต่ตัวที่เหมาะกับลักษณะการเข้าถึงอันตรายของเครื่องนั้น ตารางนี้คือหลักที่เราใช้เลือกหน้างาน

อุปกรณ์เหมาะกับข้อควรระวัง
Safety door switch (สวิตช์ประตูนิรภัย)เครื่องที่มีรั้วหรือฝาครอบปิดรอบอยู่แล้ว และเปิดเข้าไปเป็นครั้งคราวเพื่อตั้งเครื่อง/เก็บกวาดต้องเป็นชนิดที่หลอกให้ทำงานไม่ได้ง่าย ถ้าเครื่องมีความเฉื่อยหมุนต่อหลังสั่งหยุด ต้องเลือกชนิดล็อกประตูจนกว่าจะหยุดสนิท
Light curtain (ม่านแสงนิรภัย)ช่องป้อนงาน/หยิบงานที่มือคนเข้าออกบ่อย ต้องการเปิดโล่งเพื่อไม่ให้เสียรอบการผลิตระยะติดตั้งต้องคำนวณจากเวลาหยุดเครื่องจริง ติดใกล้เกินไปเท่ากับไม่ได้ป้องกัน และต้องเลือกความละเอียดให้ตรงกับสิ่งที่ต้องตรวจจับ (นิ้ว/มือ/ลำตัว)
Safety laser scannerพื้นที่แนวราบรอบเครื่องที่คนเดินเข้าไปได้ทั้งตัว หรือช่องทางเข้าที่มีรูปทรงไม่เป็นสี่เหลี่ยมตั้งค่าเขตป้องกัน/เขตเตือนให้สอดคล้องกับทางเดินจริง ไม่งั้นจะสั่งหยุดเครื่องบ่อยจนพนักงานหาทางปิดทิ้ง
Safety relay / safety controllerเป็นสมองของทั้งชุด รับสัญญาณจากอุปกรณ์ข้างต้นแล้วตัดวงจรขับเคลื่อนต้องเดินวงจรแบบสองช่องทางและมีการตรวจสอบตัวเอง การต่อพ่วงเข้า PLC ธรรมดาโดยไม่มีวงจรนิรภัยแยก ถือว่าไม่ผ่านมาตรฐาน
E-stop และ guard เชิงกลพื้นฐานที่ต้องมีทุกเครื่องE-stop ต้องกดถึงได้จากทุกตำแหน่งที่คนทำงาน ส่วน guard เชิงกลคือด่านแรกที่ถูกที่สุดและมักถูกมองข้าม
ชุดรีเลย์นิรภัยสามตัวติดตั้งในตู้ควบคุม พร้อมรีเลย์คั่นสัญญาณและการเดินสายแบบมีปลอกหุ้มปลาย
สมองของระบบ: ชุดรีเลย์นิรภัยในตู้ควบคุม แยกวงจรนิรภัยออกจากวงจรควบคุมปกติ พร้อมรีเลย์คั่นสัญญาณและติดป้ายกำกับสายทุกเส้น
สวิตช์ประตูนิรภัยพร้อมชุดแอกชูเอเตอร์ติดตั้งบนกรอบประตูรั้วนิรภัย ไฟแสดงสถานะสีเขียวติด
สวิตช์ประตูนิรภัยบนประตูรั้ว ไฟเขียวหมายถึงประตูปิดและล็อกครบเงื่อนไข เครื่องจึงจะเริ่มเดินได้
สแกนเนอร์เลเซอร์นิรภัยติดตั้งที่ระดับพื้นข้างรั้วนิรภัยสีเหลือง ครอบคลุมพื้นที่ป้องกันแนวราบ
สแกนเนอร์เลเซอร์นิรภัยติดที่ระดับพื้นข้างรั้ว ทำหน้าที่คุมพื้นที่แนวราบตรงช่องที่ปิดด้วยรั้วไม่ได้ (ภาพจากงานจริง ปิดข้อมูลระบุตัวตนของลูกค้าแล้ว)

4. ขั้นตอน retrofit จริง 5 ขั้น

เครื่องจักรที่ใช้อยู่ในโรงงานไทยจำนวนมากซื้อมาโดยไม่มีระบบความปลอดภัยตามมาตรฐานปัจจุบัน การเสริมเข้าไปทีหลังทำได้ แต่ต้องทำตามลำดับ ข้ามขั้นไหนก็ตามจะกลับมาเป็นงานแก้เสมอ

  1. สำรวจหน้างาน (survey) — ดูของจริงว่าคนเข้าถึงจุดอันตรายได้ทางไหนบ้าง รวมถึงทางที่ไม่ได้ตั้งใจให้เข้า เก็บข้อมูลวงจรควบคุมเดิม ชนิดของตัวขับเคลื่อน และเวลาที่เครื่องใช้หยุดจริงหลังสั่งหยุด
  2. ประเมินความเสี่ยง (risk assessment) — ตามแนวทาง ISO 12100 ระบุอันตรายทีละจุด แล้วสรุปเป็นระดับ PL ที่ต้องการของแต่ละฟังก์ชันความปลอดภัย ขั้นนี้คือขั้นที่กำหนดงบทั้งโครงการ
  3. เลือกอุปกรณ์และออกแบบวงจร — เลือกชนิดอุปกรณ์ให้ตรงกับลักษณะการเข้าถึง คำนวณระยะติดตั้งจากเวลาหยุดจริง และออกแบบวงจรนิรภัยให้ได้ PL ตามที่ประเมินไว้
  4. ติดตั้งและเดินสาย — เดินวงจรนิรภัยแยกจากวงจรควบคุมทั่วไป ติดป้ายกำกับให้ครบ และเก็บงานเชิงกล (รั้ว ประตู ฝาครอบ) ให้ถอดเข้าออกได้จริงตามการใช้งาน ไม่ใช่แน่นจนช่างต้องรื้อทิ้ง
  5. ทดสอบและตรวจรับ (validation) — ทดสอบทุกฟังก์ชันทีละข้อรวมถึงกรณีที่อุปกรณ์เสีย วัดเวลาหยุดจริงอีกครั้งหลังติดตั้ง ทำเอกสารรับรองโดยวิศวกร และอบรมผู้ใช้งานหน้างาน
เกร็ดจากหน้างาน: ระบบความปลอดภัยที่ล้มเหลวส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะอุปกรณ์เสีย แต่พังเพราะ พนักงานหาทางปิดมันทิ้ง — สาเหตุแทบทุกครั้งคือระบบไปขวางวิธีทำงานจริง เช่น สแกนเนอร์ตั้งเขตกว้างเกินจนคนเดินผ่านทางปกติแล้วเครื่องหยุด หรือประตูล็อกนานเกินความจำเป็นจนต้องรอทุกครั้งที่เก็บเศษวัสดุ ทางแก้ไม่ใช่การออกกฎห้ามปิด แต่คือการเดินดูรอบการทำงานจริงตั้งแต่ขั้น survey แล้วออกแบบให้ระบบอยู่ร่วมกับวิธีทำงานได้ ระบบที่คนไม่อยากปิด คือระบบเดียวที่ป้องกันได้จริงในปีที่ห้า
เครื่องม้วนเก็บฟิล์มที่ติดตั้งรั้วนิรภัยกรอบเหลืองพร้อมแผ่นใส และม่านแสงนิรภัยแนวตั้งไฟเขียว
ผลลัพธ์หลังติดตั้งบนเครื่องม้วนเก็บฟิล์ม — รั้วและประตูใสทำให้ยังมองเห็นงานได้ ส่วนม่านแสงแนวตั้งคุมช่องที่ต้องเปิดไว้ใช้งาน จุดสำคัญคือคนทำงานยังทำงานได้ตามรอบเดิม

5. เช็กลิสต์ประเมินตัวเองก่อนเรียกผู้รับเหมา

เดินดูเครื่องจักรในโรงงานแล้วตอบคำถามชุดนี้ ถ้าตอบ "ไม่" หรือ "ไม่แน่ใจ" ตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป ควรเริ่มจากการประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจซื้ออุปกรณ์ใดๆ

สรุป

Machine Safety ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่แลกมาด้วยผลผลิตที่ลดลง ถ้าออกแบบถูกต้อง ระบบจะทำงานอยู่เบื้องหลังโดยไม่รบกวนรอบการผลิต และเจ้าของโรงงานได้เอกสารที่ใช้ตอบทั้งพนักงานตรวจความปลอดภัยและ audit ของลูกค้าได้ในชุดเดียวกัน หลักที่ควรจำมีสามข้อ คือ เริ่มจากการประเมินความเสี่ยง ไม่ใช่เริ่มจากแคตตาล็อกอุปกรณ์ · เลือกอุปกรณ์ตามลักษณะการเข้าถึงอันตราย ไม่ใช่ตามราคา · และออกแบบให้คนหน้างานอยู่กับมันได้จริง

ถ้าเครื่องจักรของคุณเป็นเครื่องเก่าที่ไม่มีระบบความปลอดภัยมาแต่แรก หรือมีแต่ไม่แน่ใจว่าผ่านมาตรฐานหรือไม่ อ่านแนวทางงานปรับปรุงเครื่องจักรเพิ่มเติมได้ที่บทความ retrofit เครื่องจักรเก่า และดูรายละเอียดงาน ระบบควบคุม PLC และตู้ควบคุม ของเรา

แหล่งข้อมูล: สถิติการประสบอันตรายจากการทำงาน ปีงบประมาณ 2566 — กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (ประมวลจากสำนักงานกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม) · กฎกระทรวงฯ เกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. 2564 · มาตรฐาน ISO 12100:2010, ISO 13849-1:2023, IEC 62061 Ed.2.0:2021

หมายเหตุเรื่องภาพประกอบ: ภาพทั้งหมดมาจากงานติดตั้งจริงที่ทีมของเราส่งมอบแล้วในโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกแห่งหนึ่ง เผยแพร่โดยได้รับอนุญาต และไม่เปิดเผยชื่อลูกค้า รายละเอียดเชิงพาณิชย์ หรือมูลค่างาน ตามข้อตกลงรักษาความลับ

อยากรู้ว่าเครื่องจักรของคุณต้องปรับอะไรบ้าง?

ทีมวิศวกร APY เข้าสำรวจหน้างานและประเมินความเสี่ยงให้ได้ ก่อนจะเสนอว่าควรลงทุนตรงไหนและไม่ต้องลงทุนตรงไหน — เราแนะนำเฉพาะสิ่งที่จำเป็นกับงานของคุณจริงๆ

ขอใบเสนอราคาฟรี
แชท LINE 02 096 5535