หน้าแรก / บทความ / OEE คืออะไร คำนวณอย่างไร

OEE คืออะไร คำนวณอย่างไร — และทำไมควรเก็บข้อมูลจาก PLC แทนการจดมือ

"เครื่องเราเดินได้ 80% แล้วนะ" เป็นประโยคที่ได้ยินบ่อยในห้องประชุมโรงงาน แต่พอถามต่อว่า 80% นั้นคิดจากอะไร คำตอบมักต่างกันไปตามคนตอบ — บางคนหมายถึงเครื่องไม่ดับ บางคนหมายถึงผลิตได้ตามแผน OEE ถูกคิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ คือทำให้ "ประสิทธิผลของเครื่องจักร" เป็นตัวเลขเดียวที่ทุกฝ่ายนิยามตรงกัน บทความนี้อธิบายสูตร ตัวอย่างคำนวณ ความสูญเสีย 6 ประเภทที่ OEE ชี้ให้เห็น และเหตุผลว่าทำไมโรงงานที่จริงจังกับ OEE มักลงเอยด้วยการดึงข้อมูลจาก PLC โดยตรง

OEE คืออะไร

OEE (Overall Equipment Effectiveness) หรือประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร เป็นตัวชี้วัดที่มาจากแนวคิด TPM (Total Productive Maintenance) ซึ่ง Seiichi Nakajima แห่ง Japan Institute of Plant Maintenance วางรากฐานไว้ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 หลักคิดง่ายมาก: ในเวลาที่วางแผนจะผลิต เครื่องจักรผลิตของดีออกมาได้กี่เปอร์เซ็นต์ของที่ "ควรจะได้" ถ้าทุกอย่างสมบูรณ์แบบ

OEE แยกความสูญเสียออกเป็นสามมิติ แล้วคูณกัน

OEE = Availability × Performance × Quality
องค์ประกอบความหมายวิธีคำนวณ
Availability
อัตราการเดินเครื่อง
เครื่องเดินจริงกี่เปอร์เซ็นต์ของเวลาที่วางแผนผลิต — ความสูญเสียคือ downtime ทั้งที่วางแผนไม่ได้ (เครื่องเสีย) และที่วางแผนได้แต่กินเวลา (เปลี่ยนรุ่น ตั้งเครื่อง)เวลาเดินเครื่องจริง ÷ เวลาที่วางแผนผลิต
Performance
อัตราสมรรถนะ
ระหว่างที่เครื่องเดิน ผลิตได้เร็วเท่าความเร็วออกแบบไหม — ความสูญเสียคือการเดินช้ากว่าสเปกและการหยุดสั้นๆ ที่ไม่มีใครบันทึก(จำนวนที่ผลิตได้ทั้งหมด × รอบเวลาตามสเปก) ÷ เวลาเดินเครื่องจริง
Quality
อัตราคุณภาพ
ของที่ผลิตออกมา เป็นของดีกี่เปอร์เซ็นต์ — ความสูญเสียคือของเสีย ของที่ต้องซ่อม และของที่ทิ้งช่วงสตาร์ทจำนวนของดี ÷ จำนวนที่ผลิตได้ทั้งหมด

ตัวอย่างการคำนวณ OEE

สมมติไลน์บรรจุหนึ่งไลน์ในกะ 8 ชั่วโมง มีพักตามแผน 30 นาที (พักไม่นับเป็นความสูญเสีย เพราะไม่ได้วางแผนจะผลิตอยู่แล้ว)

รายการค่าผลคำนวณ
เวลาที่วางแผนผลิต480 − 30 = 450 นาที
Downtime (เครื่องเสีย 40 นาที + เปลี่ยนรุ่น 35 นาที)75 นาทีเวลาเดินเครื่องจริง = 375 นาที
Availability375 ÷ 45083.3%
รอบเวลาตามสเปก60 ชิ้น/นาที (1 วินาที/ชิ้น)ควรได้ 375 × 60 = 22,500 ชิ้น
ผลิตได้จริงทั้งหมด19,800 ชิ้น
Performance19,800 ÷ 22,50088.0%
ของเสีย600 ชิ้นของดี = 19,200 ชิ้น
Quality19,200 ÷ 19,80097.0%
OEE0.833 × 0.880 × 0.97071.1%

สังเกตว่าแต่ละองค์ประกอบดูดีทั้งนั้น (83%, 88%, 97%) แต่พอคูณกันเหลือ 71% — นี่คือประเด็นสำคัญของ OEE ความสูญเสียเล็กๆ สามด้านซ้อนกันแล้วกินไปเกือบ 30% ของกำลังผลิต และตัวเลขนี้จะเชื่อถือได้ก็ต่อเมื่อ "รอบเวลาตามสเปก" ถูกกำหนดจากความเร็วออกแบบจริงของเครื่อง ไม่ใช่ความเร็วที่เคยทำได้ ถ้าตั้งรอบเวลาไว้ต่ำกว่าจริง Performance จะเกิน 100% และ OEE จะหลอกทุกคน

OEE เท่าไรถึงเรียกว่าดี

ตัวเลขที่อ้างกันแพร่หลายในวงการ TPM คือ OEE ระดับ world-class ประมาณ 85% ซึ่งมาจากเป้าหมาย Availability 90% × Performance 95% × Quality 99% ตามที่ Nakajima เสนอไว้ อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์หน้างานคือโรงงานที่เพิ่งเริ่มวัดอย่างตรงไปตรงมาส่วนใหญ่จะได้ตัวเลขต่ำกว่าที่คิดไว้มาก และนั่นไม่ใช่เรื่องเสียหาย — เป้าหมายของ OEE ไม่ใช่การได้ตัวเลขสวย แต่คือการรู้ว่า ความสูญเสียอยู่ตรงไหน เพื่อจะได้ไล่แก้ทีละตัว โรงงานที่มีการเปลี่ยนรุ่นบ่อยหรือผลิตแบบแบตช์ ควรตั้งเป้าเทียบกับตัวเองเดือนต่อเดือน มากกว่าจะไล่ตามตัวเลขอ้างอิงของอุตสาหกรรมที่ผลิตแบบต่อเนื่อง

6 Big Losses — ความสูญเสียที่ OEE ชี้ให้เห็น

สามองค์ประกอบของ OEE ถูกแตกย่อยเป็นความสูญเสียใหญ่ 6 ประเภทตามแนวคิด TPM ตารางนี้ระบุด้วยว่าแต่ละประเภทจับได้จากสัญญาณอะไรใน PLC ซึ่งเป็นหัวใจของหัวข้อถัดไป

ความสูญเสียกระทบตัวอย่างหน้างานสัญญาณที่ใช้จับ
1. เครื่องเสีย (Breakdown)Availabilityมอเตอร์ไหม้ เซ็นเซอร์พัง PLC faultบิต Run/Stop + รหัส alarm จาก PLC
2. ตั้งเครื่อง/เปลี่ยนรุ่น (Setup & Adjustment)Availabilityเปลี่ยนแม่พิมพ์ เปลี่ยนขนาดบรรจุ ล้างเครื่องเลขรุ่น/สูตรที่เลือกใน HMI เปลี่ยน + เวลาตั้งแต่หยุดจนได้ของดีชิ้นแรก
3. หยุดสั้นๆ (Minor Stops)Performanceของติด เซ็นเซอร์ตรวจไม่เจอ ต้องกดรีเซ็ตทุก 2–3 นาทีบิต Run กะพริบเป็นช่วงสั้นๆ ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (เช่น < 5 นาที)
4. เดินช้ากว่าสเปก (Reduced Speed)Performanceโอเปอเรเตอร์หรี่ความเร็วเพราะวัตถุดิบไม่นิ่งค่า setpoint ความเร็วสายพาน/อินเวอร์เตอร์ เทียบกับความเร็วออกแบบ
5. ของเสียระหว่างผลิต (Process Defects)Qualityน้ำหนักไม่ได้ ซีลไม่สนิท ถูกคัดออกจากเครื่องตรวจตัวนับ reject จาก checkweigher / vision / เซ็นเซอร์คัดออก
6. ของเสียช่วงสตาร์ท (Startup Yield Loss)Qualityชิ้นแรกๆ หลังเปิดเครื่องหรือเปลี่ยนรุ่นที่ต้องทิ้งตัวนับ reject ในช่วงเวลาหลังสถานะ Run เริ่มใหม่

ทำไมการจดมือถึงไม่พอ

โรงงานจำนวนมากเริ่มทำ OEE จากใบบันทึกที่โอเปอเรเตอร์กรอกท้ายกะ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและแทบไม่มีต้นทุน แต่พอทำไปสักระยะจะเจอข้อจำกัดซ้ำๆ สามข้อ

ทางออกที่โรงงานส่วนใหญ่ไปถึงในที่สุด คือ ดึงสัญญาณจาก PLC ที่ควบคุมเครื่องอยู่แล้วมาคำนวณ OEE โดยตรง เครื่องจักรแทบทุกตัวมีบิตสถานะ Run/Stop ตัวนับชิ้นงาน และรหัส alarm อยู่ใน PLC อยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำเพิ่มคือระบบที่อ่านค่าเหล่านี้ทุกวินาที บันทึกลงฐานข้อมูล แล้วคำนวณเป็น Availability / Performance / Quality แบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นงานประเภทเดียวกับ ระบบ SCADA — จะทำเป็นโมดูลบน SCADA เดิม หรือทำเป็นระบบ MES ขนาดเล็กแยกต่างหากก็ได้ ขึ้นกับว่าโรงงานมีอะไรอยู่แล้ว

สัญญาณขั้นต่ำที่ต้องมีต่อเครื่อง

สัญญาณใช้คำนวณหมายเหตุ
สถานะ Run / StopAvailability, Minor stopsถ้า PLC ไม่มีบิตนี้ตรงๆ ใช้สัญญาณจากอินเวอร์เตอร์หรือเซ็นเซอร์ตรวจการเคลื่อนไหวแทนได้
ตัวนับชิ้นงานรวม (Total count)Performanceต้องเป็นตัวนับที่ PLC นับเอง ไม่ใช่ค่าที่โอเปอเรเตอร์กรอก
ตัวนับของเสีย (Reject count)Qualityถ้าไม่มีเครื่องคัดอัตโนมัติ ใช้ปุ่มกดบน HMI ให้โอเปอเรเตอร์บันทึกได้ในเบื้องต้น
รหัสสาเหตุการหยุด (Alarm / Stop reason)Pareto ของ downtimeสำคัญที่สุดสำหรับการแก้ปัญหา — ถ้า PLC ไม่มี alarm ที่ละเอียดพอ ให้โอเปอเรเตอร์เลือกสาเหตุจากรายการบน HMI ภายในไม่กี่นาทีหลังหยุด
รุ่นสินค้าที่กำลังผลิตรอบเวลาตามสเปกที่ถูกต้องแต่ละรุ่นมีความเร็วออกแบบไม่เท่ากัน ต้องผูกรอบเวลาให้ตรงรุ่น
เกร็ดจากหน้างาน: จุดที่ทำให้โปรเจกต์ OEE ล้มมากที่สุด ไม่ใช่เรื่องเทคนิคการดึงข้อมูล แต่คือ ไม่ได้ตกลง "นิยาม" กันก่อนเริ่ม — พักกลางวันนับเป็นเวลาวางแผนหรือไม่ เปลี่ยนรุ่นถือเป็น downtime หรือเป็นเวลาที่วางแผนไว้ ของที่ซ่อมแล้วขายได้นับเป็นของดีหรือของเสีย พอฝ่ายผลิตกับฝ่ายซ่อมบำรุงนิยามไม่ตรงกัน ตัวเลข OEE ที่ระบบคำนวณออกมาก็จะถูกเถียงทุกครั้งที่ประชุม และสุดท้ายไม่มีใครเชื่อ เราแนะนำให้เขียนนิยามทั้งหมดลงกระดาษแผ่นเดียว ให้ทุกฝ่ายเซ็นรับ ก่อนที่วิศวกรจะเขียนโปรแกรมแม้แต่บรรทัดเดียว

เช็กลิสต์ก่อนลงทุนระบบ OEE อัตโนมัติ

  1. เลือกเครื่องคอขวดก่อน — ไม่ต้องทำทุกเครื่องในเฟสแรก เริ่มจากเครื่องที่ถ้าหยุดแล้วทั้งไลน์หยุด 1–3 เครื่อง
  2. ตกลงนิยามให้จบ — เวลาวางแผน, การเปลี่ยนรุ่น, ของซ่อมได้ นิยามให้ชัดและเซ็นรับทุกฝ่าย
  3. หารอบเวลาตามสเปกของทุกรุ่น — จากคู่มือเครื่องหรือการทดสอบจริง ไม่ใช่จากสถิติที่เคยทำได้
  4. สำรวจว่า PLC เปิดสื่อสารได้ไหม — ยี่ห้อ รุ่น พอร์ตที่ว่าง โปรโตคอลที่รองรับ และมีโปรแกรมต้นฉบับหรือไม่ (ถ้าต้องเพิ่มบิตสถานะใน PLC โดยไม่มี source code จะเป็นงานใหญ่)
  5. ตัดสินใจเรื่องสาเหตุการหยุด — จะใช้ alarm จาก PLC ล้วน หรือให้โอเปอเรเตอร์เลือกจาก HMI รายการสาเหตุควรมีไม่เกิน 15–20 ข้อ ไม่อย่างนั้นจะไม่มีใครเลือกให้ถูก
  6. กำหนดว่าใครดูอะไร — จอหน้าไลน์สำหรับโอเปอเรเตอร์ (OEE กะปัจจุบัน + สาเหตุหยุดล่าสุด) ต่างจากรายงานรายสัปดาห์สำหรับผู้จัดการ (Pareto + แนวโน้ม)
  7. วางแผนเชื่อมกับข้อมูลแผนผลิต — ถ้าจะให้ระบบรู้เองว่ากำลังผลิตรุ่นไหน ต้องมีทางรับข้อมูลใบสั่งผลิตจาก ERP หรือให้เลือกที่ HMI
  8. ทดลองวัดมือคู่ขนาน 1–2 สัปดาห์ — เทียบตัวเลขจากระบบกับที่จดมือ เพื่อจับความผิดพลาดของนิยามหรือสัญญาณก่อนเชื่อผลจริง

งบประมาณคร่าวๆ

ต้นทุนของระบบ OEE อัตโนมัติขึ้นกับสามอย่างเป็นหลัก: จำนวนเครื่องที่ต้องเชื่อม, PLC ของเครื่องเหล่านั้นเปิดสื่อสารได้ทันทีหรือต้องเพิ่มอุปกรณ์/แก้โปรแกรม, และระดับของรายงานที่ต้องการ (แดชบอร์ดหน้าไลน์อย่างเดียว หรือรายงานเชื่อม ERP) โดยทั่วไป งานเฟสแรกที่เชื่อม 2–5 เครื่องซึ่ง PLC สื่อสารได้อยู่แล้ว มักอยู่ในหลักแสนต้นถึงกลาง ส่วนงานที่ครอบคลุมทั้งโรงพร้อมเชื่อมระบบวางแผนผลิตจะขยับขึ้นตามจำนวนเครื่องและความซับซ้อนของการเชื่อมต่อ ตัวเลขจริงต้องประเมินจากหน้างานเสมอ และหากโรงงานมี SCADA อยู่แล้ว การต่อยอด OEE บนระบบเดิมมักถูกกว่าการซื้อระบบใหม่แยกต่างหากอย่างมีนัยสำคัญ

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าเครื่องเก่าของโรงงานเชื่อมต่อได้หรือไม่ อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ Retrofit เครื่องจักรเก่า คุ้มไหม และ PLC เลิกผลิตแล้ว ทำอย่างไร

สรุป

OEE เป็นตัวเลขเดียวที่บอกได้ว่าเครื่องจักรผลิตของดีได้กี่เปอร์เซ็นต์ของศักยภาพ โดยแยกให้เห็นว่าสูญเสียไปกับการหยุดเครื่อง การเดินช้า หรือของเสีย การเริ่มจากใบบันทึกมือเป็นเรื่องดี แต่เมื่อต้องการเห็น minor stops และแก้ปัญหาให้ทันระหว่างกะ การดึงสัญญาณจาก PLC โดยตรงคือทางที่โรงงานส่วนใหญ่ไปถึง สิ่งที่ต้องทำก่อนลงทุนไม่ใช่การเลือกซอฟต์แวร์ แต่คือการตกลงนิยาม หารอบเวลาตามสเปกที่ถูกต้อง และสำรวจว่า PLC ของเครื่องคอขวดพร้อมสื่อสารหรือยัง

แหล่งอ้างอิง

ตัวเลขในตัวอย่างการคำนวณเป็นตัวเลขสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย ตัวเลขงบประมาณเป็นช่วงกว้างจากประสบการณ์ทั่วไป ราคาจริงขึ้นกับขอบเขตงานและสภาพหน้างานของแต่ละโรงงาน

อยากรู้ว่าเครื่องคอขวดของโรงงานคุณเชื่อม OEE ได้เลยหรือไม่?

ส่งรายการเครื่องจักรพร้อมยี่ห้อ/รุ่น PLC มาให้ทีมวิศวกร APY ดูได้ฟรี เราช่วยประเมินตรงไปตรงมาว่าเครื่องไหนดึงข้อมูลได้ทันที เครื่องไหนต้องเพิ่มอุปกรณ์ และเฟสแรกควรเริ่มจากตรงไหน

ขอใบเสนอราคาฟรี
แชท LINE 02 096 5535